Business Computer Program, Faculty of Management science, Surindra Rajabhat University, Surin, Thailand 32000
วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553
การวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้ในงานวิจัย
ลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพ มีสาระสำคัญดังนี้ (อุทุมพร จามรมาร, 2539 อ้างใน ประจวบ สุขสมบูรณ์ 2543 : 35)
1.1 การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) เพียงแต่มีโครงการของคำถามสำหรับเป็นแนวทางในการสัมภาษณ์ให้ตรงกับวัตถุประสงค์การวิจัย
1.2 การอภิปรายกลุ่ม (Focus Group Disscussion) หรือการระดมความคิด ได้แก่ การนำผู้ให้ข้อมูลมารวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้วถามคำถามเพื่อให้กลุ่มให้ข้อมูลโดยการอภิปราย
1.3 การสังเกตพฤติกรรมหรือวิธีการหรือวิธีการปฏิบัติ เป็นวิธีการเก็บข้อมูลเพื่อการแสวงหาข้อมูลจารกกลุ่มเล็ก เทคนิคนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการสังเกตวิเคราะห์และมีความอดทนในการสังเกตที่ใช้เวลา
1.4 การวิเคราะห์เนื้อหาสาระจากเอกสาร เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ร่วมกับวิธีรวบรวมข้อมูลแบบอื่น โดยเฉพาะในการอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ผลจากการอ่านจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถออกแบบการวิจัยได้เหมาะสม เลือกเทคนิควิเคราะห์ เขียนรายงานและอภิปรายผลได้กว้างขวางลึกซึ้ง
การวิจัยเชิงคุณภาพไม่จำเป็นต้องใช้สาระสำคัญครบทั้งสี่ประการ จะเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้
การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นวิธีการศึกษาค้นคว้าที่ใช้กันโดยทั่วไปในวิชาสังคมศาสตร์ เป็นรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ผู้สอบถามและผู้ตอบ ภายใต้กฏเกณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นหลัก มีความยืดหยุ่น ผู้สัมภาษณ์มีโอกาสอธิบายขยายความหรือซักถามเพิ่มเติมติดต่อกันเพื่อให้ผู้ตอบเข้าใจจุดประสงค์ของผู้สัมภาษณ์ทั้งยังสามารถเปลี่ยนสถานการณ์หรือหาทางวกกลับเมื่อผู้ตอบไม่ตรงคำถาม การสัมภาษณ์เพื่อการวิจัยแบบออกเป็น 2 ประเภท (สุภางค์ จันทวานิช 2537 : 75-103 อ้างถึงใน เสน่ห์ จุ้ยโต 2542)
2.1 แบบของการสัมภาษณ์ แบบการสัมภาษณ์แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
2.1.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ (Structured Interviw or Formal Interview) มีลักษณะคล้ายแบบสอบถามเพราะคำถามถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า การสัมภาษณ์แบบนี้มีคำถามและข้อกำหนดตายตัว จะสัมภาษณ์ผู้ใดก็ใช้คำถามแบบเดียวกันมีลำดับขั้นตอนเรียงกันเหมือนกัน โดยปกตินักวิจัยเชิงคุณภาพมักจะไม่ใช้วิธีนี้เป็นวิธีการหลัก เพราะไม่ช่วยให้ได้ข้อมูล ที่ลึกซึ้งและครอบคลุมเพียงพอ โดยเฉพาะในแง่วัฒนธรรม ความหมาย และความรู้สึกนึกคิด
2.1.2 การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal Interview) เป็นแบบที่มักจะควบคู่กันกับการสังเก็ตแบบมีส่วนร่วม มักจะใช้วิธีการวิจัยทางชาติพันธุ์วรรณา ซึ่งต้องการข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มชน และข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้มีผู้รวบรวมมาก่อน ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาศึกษาวิเคราะห์เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ในการสัมภาษณ์แบบนี้ผู้วิจัยมักจะสัมภาษณ์เอง จึงจะได้รู้ว่า ต้องการข้อมูลแบบใดเพื่อวัตถุประสงค์ใด โดยอาจเตรียมคำถามกว้าง ๆ มาล่วงหน้า การสัมภาษณ์แบบนี้แบ่งออกเป็น 4 แบบย่อย คือ
- แบบแรกเป็นการสัมภาษณ์โดยเปิดกว้างไม่จำกัดคำตอบเพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระที่จะอธิบายแนวคิดของตนเองไปเรื่อย ๆ จึงเหมาะที่จะใช้กับผู้วิจัยที่ยังไม่มีแนวคิดเฉพาะเจาะจงสำหรับข้อมูลที่ได้รับ หากแต่แนวคิดด้านทฤษฏีในเรื่องนั้น ๆ ชัดเจนดีอยู่แล้ว
- แบบที่สอง การสัมภาษณ์แบบไม่มีจุดสนใจเฉพาะ (Focus Interview) หรือการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ( In depth Interview) ผู้สัมภาษณ์มีจุดสนใจอยู่แล้วจึงพยายามหันความสนใจของผู้ถูกสัมภาษณ์ให้เข้าสู่จุดที่สนใจ ผู้วิจัยต้องรู้จักรวบรัดหรือตัดบทโดยไม่ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เกิดความรู้สึกไม่สบายใจและไม่อยากให้ความร่วมมือ
- แบบที่สามเป็นการสัมภาษณ์แบบตะล่อมกล่อมเกลา (Probe) โดยการซักถามที่ล้วงเอาส่วนลึกของความคิดออกมา ต้องใช้วาทศิลป์เพื่อให้ผู้ตอบเล่าเรื่องทั้งหมด ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทนายความมักนิยมใช้กัน
- แบบที่สี่เป็นการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant Interview) โดยการกำหนดตัวผู้ตอบบางคนเป็นการเฉพาะเจาะจง เพราะผู้ตอบนั้นมีข้อมูลที่ดีลึกซึ้งกว้างขวางเป็นพิเศษเหมาะกับความต้องการของผู้วิจัย เราเรียกบุคคลนี้ว่าผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คุณค่าของผู้ให้ข้อมูลสำคัญอยู่ที่แง่มุมในการมองปรากฏการณ์แบบคนใน (Emit) ของเขาผู้วิจัยจึงไม่ควรเอาความคิดตนเองไปใส่ในระบบความคิดของผู้ให้ข้อมูลสำคัญจนเขาสูญเสียทัศนะแบบคนใน
2.2 ขั้นตอนการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์มีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้
2.2.1 ขั้นเตรียมการสัมภาษณ์ โดยการเลือกกลุ่มบุคคลที่จะไปสัมภาษณ์ ศึกษาว่าเขาคือใคร เตรียมรายละเอียดต่าง ๆ วางแผนการสัมภาษณ์ และซักซ้อมการสัมภาษณ์กับผู้อื่นก่อน
2.2.2 ขั้นเริ่มการสัมภาษณ์ ประกอบด้วย แนะนำตัวเอง สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง บอกวัตถุประสงค์ พูดคุยอุ่นเครื่องก่อนการสัมภาษณ์จริง กรณีที่จะมีการบันทึกหรือใช้เครื่องบันทึกเสียงต้องแจ้งให้ผู้สัมภาษณ์ทราบด้วย
2.2.3 ขั้นสัมภาษณ์ ใช้คำถามที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เป็นนักฟังที่ดี รู้จักป้อนคำถามได้เหมาะสม ใช้ภาษาสุภาพเข้าใจง่าย
2.2.4 ขั้นบันทึกข้อมูล และสิ้นสุดการสัมภาษณ์ ประกอบด้วย การจดบันทึกข้อมูลตามความเป็นจริง เจาะเฉพาะข้อมูลสำคัญ รีบทำการบันทึกการสัมภาษณ์ให้แนบไว้กับบันทึกการสัมภาษณ์นั้นด้วย
2.2.3 การบันทึกคำตอบ สำหรับการบันทึกคำตอบ จากการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยมีโอกาสเลือกได้ 2 วิธี
- ใช้แถบบันทึกเสียงช่วย ซึ่งอาจจะทำให้สิ้นเปลืองและเป็นทางการมากเกินไป
- บันทึกการสัมภาษณ์ในขณะสัมภาษณ์และเขียนรายละเอียดภายหลัง
2.4 หลักการบันทึกคำตอบ ในการบันทึกคำตอบ ครอบคลุมข้อมูลดังต่อไปนี้
2.4.1 ทัศนคติของผู้ให้สัมภาษณ์และต่อการสำรวจ
2.4.2 ลักษณะปกปิดของผู้ให้สัมภาษณ์ที่อยู่อาศัยหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ในชีวิตของผู้ให้สัมภาษณ์
2.4.3 องค์ประกอบใด ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการสัมภาษณ์ เช่น การขัดจังหวะ ความยุ่งยากเกี่ยวกับนักศึกษา ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่ตอบคำถามบางข้อ
2.4.4 ข้อมูลอื่น ๆ นอกเหนือจากคำตอบจากการสัมภาษณ์
รูปแบบวิธีการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในการนำเสนอแนวคิดและกระบวนการดำเนินงานใหม่ ๆ หากไม่สามารถนำแนวคิดและสิ่งที่นำเสนอ
ใหม่นั้นไปทดลองหรือปฏิบัติจริงเพื่อประเมินความถูกต้องเหมาะสมได้ การประเมินตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้โดยผู้ทรงคุณวุฒินี้ ถือว่าเป็นวิธีการประเมินทางการศึกษาที่เรียกว่า วิพากษ์วิจารณ์ต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิติชม และเชื่อถือได้เพราะว่าเป็นการตัดสินหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ในศาสตร์สาขานั้นหรือวิชาชีพนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (Conrad and Wilson, 1985อ้างถึงใน อุไรพรรณ เจนวานิชยานนท์, 2537)
ความสำคัญของวิธีการวิจัยนี้คือ “จุดการวิพากษ์วิจารณ์” ได้แก่ ค่านิยม และมโนทัศน์ที่ได้จากประเพณีหรือพิสัย การทำงานประจำ และจากทฤษฏีโดยตรงและโดยอ้อมเกี่ยวกับธรรมชาติของมาตรฐานในการประเมินค่าและคุณภาพต่างๆ จุดการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้สะสมอยู่ในตัวของผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งพื้นฐานการศึกษาและการฝึกฝนของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ด้วยในลักษณะดังกล่าวที่กล่าวนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิก็คือ “เครื่องมือ” ในการวิจัยรูปแบบนั่นเอง การวิจัยแบบนี้อาจใช้เทคนิคเดลฟาย คือ การสอบถามจากผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มหนึ่งและรายงานผลในลักษณะข้อมูลย้อนกลับและอาจถามว่าจะเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นเดิมหรือไม่ กลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้งจนกว่าจะเกิดความเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ในปัญหาการวิจัยที่สอบถาม แล้วผู้วิจัยจึงรวบรวมข้อเสนอแนะ ข้อสรุป (ถ้ามี) และอาจเขียนรายงานด้วยก็ได้ (พรชุลี อาชวอำรุง, 2528 อ้างถึงในอุไรพรรณ เจนวาณิชยนนท์, 2537)
วิธีการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิตามแนวคิดของไอส์เนอร์ (Eisner) เป็นรูปแบบการวิจัยอีกรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะแตกต่างจากรูปแบบการประเมินอื่นๆ โดยไอส์เนอร์ (อ้างถึงใน พรชุลี อาชวอำรุง, 2528) ผู้พัฒนาแนวความคิดนี้ได้ชี้ถึงปัญหาที่การวิจัยการศึกษามักถูกครอบงำด้วยกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีการประมาณมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ เรื่องราวทางการศึกษาหลายเรื่องเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ทั้งไอส์เนอร์เชื่อว่าการรับรู้สิ่งใดก็ตามด้วยความเท่าเทียมกัน เป็นคุณลักษณะพื้นฐานของความเป็นผู้รู้ (Connoisseurship) ด้วยเหตุผลนี้แนวทางการประเมินผลทางการศึกษาตามแนวคิดของไอสเนอร์จึงมีลักษณะพื้นฐานต่างจากแนวทางอื่นๆ ดังนี้
1. เป็นรูปแบบที่มิได้เน้นสัมฤทธิ์ผลของวัตถุประสงค์จากรูปแบบการประเมินแบบอ้างอิงเป้าหมาย
(Goal 3 Based Model) การตอบสนองปัญหาและความต้องการของผู้เกี่ยวข้องตามรูปแบบการประเมินแบบตอบสนอง ( Responsive Model) อย่างใดอย่างหนึ่งแต่การประเมินโดยผู้รู้หรือผู้ทรงคุณวุฒิจะเน้นการวิเคราะห์วิจารณ์อย่างลึกซึ้งเฉพาะในประเด็นที่ถูกนำขึ้นมาพิจารณา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับวัตถุประสงค์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกับกระบวนการตัดสินใจเสมอไป แต่อาจผสมผสานปัจจัยในการพิจารณาต่าง ๆ เข้าด้วยกันตามวิจารณญาณของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคุณภาพ ประสิทธิภาพหรือความเหมาะสมที่ทำการประเมิน
2. เป็นรูปแบบการประเมินที่เน้นความเป็นเฉพาะทาง (Specialization) ในเรื่องที่ประเมินโดยพัฒนามาจากการวิจารณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น ต่อมาได้มีการนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาระดับสูงในสาขาเฉพาะที่ต้องอาศัยผู้รู้ ผู้เล่นในเรื่องนั้นจริง ๆ มาเป็นผู้ประเมินผล รูปแบบนี้จึงเป็นที่นิยมในการนำมาใช้ประเมินผลในวงการอุดมศึกษาที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง
3. เป็นรูปแบบการประเมินผลที่ใช้ตัวบุคคลผู้ทรงคุณวุ ฒินั่นเองเป็นเครื่องมือการประเมินผลโดยเน้นความเชื่อถือว่าผู้ทรงคุณวุฒินั้นจะเที่ยงธรรมและมีวิจารณญาณที่ดี ทั้งนี้มาตรฐานและเกณฑ์พิจารณาต่าง ๆ นั้น จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์และความชำนาญการของผู้ทรงคุณวุฒิ
4. เป็นรูปแบบที่ยอมให้มีความยืดหยุ่นในกระบวนการทำงานของผู้ทำงานของผู้ทรงคุณวุฒิตามอัธยาศัยและความถนัดของแต่ละคน นับตั้งแต่การกำหนดประเด็นที่จะพิจารณาการบ่งชี้ ข้อมูลที่ต้องการ การเก็บรวบรวม ประมวลผลและวินิจฉัยข้อมูล ตลอดจนการนำเสนอ
ทั้งนี้การเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจะเน้นที่สถานภาพทางวิชาชีพ ประสบการณ์เป็นที่เชื่อถือ (High Credibility) ของวิชาชีพนั้นเป็นสำคัญ
สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกสาระสำคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์สาระ (Content Analysis) และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างในแนวลึก (in- depth strured Interview)
วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
International Education of Rajabhat Universities in Thailand
Title : International Education of Rajabhat Universities in Thailand
Researcher : Prapaporn Boonplord
Workplace : Faculty of Management Sciences (Business computer) Surindra Rajabhat University (SRRU), Surin 32000 Thailand.
Abstract : This study is part of the Ph.D. thesis of Rajabhat Surin The objective is to study international education Rajabhat University in Thailand The method of study in depth analysis, including analysis of documents related research from the Internet. Documents and reports on research related to the management of international institutions as a whole. And Rajabhat University in Thailand. This study will benefit the university as a whole. And, especially Rajabhat Surin Rajabhat University. The results of using this application for planning education in various fields in a concrete way. Effective. Benefit maximum And useful to understanding of the concept and its study. To define the strategy of each Rajabhat University. To move into international education.
Keyword : international education, International Program, International university courses, Higher Education, Rajabhat University
Introduction
This study. Aims to develop policy proposals of international education Rajabhat University. Using procedures that have policy research is a three stage process context for a study to propose a two-term policy development and policy proposals from the three validation steps proposed policy. The multiple case study of foreign and domestic
Proposed policy of international education. Rajabhat University system as a result of research, policy research based principles of combination. Based on data from various sources. At first, the triangle principle and principle participate integrated. Participants from integrated. From stakeholders in the development of grassroots level. Monitoring and policy proposals in step two and step three is the confidence that Proposed policy is appropriate and consistent profitability And possible
On education in the international curriculum of Rajabhat University which has been prepared in accordance with policy. This will result in one option that will allow students to learn in the international course with the opportunities to practice English, learn how to generate idea, practice and expose their opinions rather than study in its original format, including the opportunity to study and live abroad. This is because in some Rajabhat Universities, there is the technical cooperation MOU (Memorandum of Understanding) with foreign universities. In some courses students will receive two degrees from both institutions. Also at present, legislature has enacted Rajabhat University Act in BC 2547, the mission to Rajabhat University is that Rajabhat University shall perform the success of the international education. In order to have the efficiency of administrative and management, there must be the agency responsible for various tasks about organized curriculum with international content; learning must be an international language like English. And teachers need to develop a potential that suitable for teaching international program with the aim to create academic excellence in the region to step into the international. In this research, the researcher must obtain the proposed policy of international education of Rajabhat University to serve as the standard criterion for managing Rajabhat University to Management of International Education which is recognized as the leading institution of the Thai higher education in the social world.
Research Objective : 1. Study the operation of international educational institutions as a whole. And Rajabhat University in Thailand 2. The problems and solutions of international education institutions as a whole and Rajabhat University in Thailand
Concepturl Framework
The study documents. Research related aforesaid Framework is summarized in this study were as follows.
Figure 1: conceptual framework in research
Research Methodology
Research process about the proposed policy of international education at Rajabhat University aims to develop a proposed policy for education of Rajabhat University by policy research which consists of 3 phases including:1) Context study to prepare policy proposals 2) Development of policy proposals 3) Monitoring policy proposals
Phase 1 Study of context to create policy proposals by various research methods. Focus on multiple data sources) according to triangulation approach, by each methodology will be parallel to the same time. And information received from each type of research will be used in developing the draft policy proposals with equivalent status design as from the concept of mixed methodology research (mixed methodology) (Majchzak. 1984 referred to Viroj Sarattana. 2548: 14) as following: The analysis of documents
1. The interview (in-dept interview) with Rajabhat University President on the International
of Rajabhat University The survey of population and staffs of Rajabhat University. The multiple case studies (multi-case study). International education in 3 Universities in Thailand: Assumption University, Mahidol University and Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University. International education of Overseas Universitie
Phase 2 Development of proposed policy research in two steps as following:
Step 1 in-depth interview with experts and target group discussion.
Step 2 proposed policy revisions
Phase 3 Validation proposed policy to examine for ensuring that proposed policy in the education of Rajabhat University which appropriate and applicable.
From above, research diagram has been shone the 2nd diagram.
Figure 2 : The research process. "The proposed policy of international education Rajabhat University.
International Education. refers to the relationship between countries in the world about learning from each other in the economic, social and cultural studies to cause cooperation through communications, modern Therefore the exchange staff personnel, teachers, students and technology different with common language as a medium (Ministry of University Affairs. 2534: 5) and International Education (1988: 296) has the meaning of International Education as International Relations in. education And international culture. During the first World War 2 looks like a student exchange program international official But after World War 2 include providing assistance and education to developing countries. Communication between students. Scholars in various countries with emphasis on building relationships between countries.
International education in Thailand
International education institutions. The structure of administration within a given unit or institution responsible for operation of three types of ownership course Graduate School or the central university And International College. The appropriate format depends on the purpose and goals of international courses. Structure and management of each university.
Elements and the international index. In higher education.
ALFONSO (1990 cited in Hansa, 2540: 29) has studied the international dimension of Higher Education and Development Index to measure the international institutions of higher education The following features.
• foreign language courses.
• International.
• study and visit abroad.
• Number of students from abroad.
• Number of faculty in international exchange programs.
• Number of subsidies received to carry out international activities.
• Cooperation in research And Training International.
International university education is to what Look like. Differ from those in other countries or not and how Today, no one would deny that the communication between the English language is very important. Whether political arena. National economy. Here. Working in various fields. Or even because of our world today. Communication is the exchange of information between all the time. Using common language of understanding associated with each other, it is essential. Is essential if students began the same since the foundation of basic education. Studying in an international program considered an alternative for those who want to prepare for future study and work in society grows each day.
International education in Thailand has become an alternative to help Thai students to learn in the course of the international Opportunity to practice English. Learn how to think. Actual practice. And reviews. Than traditional education. And may have the opportunity to study and live in foreign countries.
Because each institution often technical cooperation or MOU (Memorandum of Understanding) between universities abroad In some courses students will have two degrees from both institutions (Double - Degree).
Competitive global society today, even stocks of more intensive. Compete not only on economic but also competition information. Education and the readiness of the countries. Language is a child in urgent need to develop more. Learning to acquire technical knowledge alone is not enough. We must be able to communicate in English or other businesses can also use to communicate. And working in the world.
The course is well equipped with international technical and language As an alternative to social attention. Although the tuition fees of more than to the formal study of any teaching in Thai. But it can be considered worthwhile investment because students will have expertise in both listening, speaking, reading and writing skills, including negotiation. Ideas from friends. From various countries in the classroom as well. The International Program in Thailand teaching English throughout the course of Thai friends and Gentiles together in class room Is habituation in English. And culture with each other. Reduction compared with the small world in our institution when the familiarity Confidence. When graduates away. The result is both academic and knowledge. Students also learn to coexist with foreign friends. Skilled in using language Prepare to go out and compete with people inside and outside the foreign efficiently (Editors EXIT BOOK: 2552).
The International Higher Education is critical to the development of the students very
much. It was evident that the purpose of education about the world (global education) intended for students tact (time and place) to understand the complexity of the problem. That affect international relations. Prepare students for the changes. To explore ideas. Reduce the local popularity. Students understand correctly that Various relationships. Not static but always changing current (Scott. 1994: 73. Referred to in Thong and Family Sothon of 2540).
Since the universality of higher education Is very important. International Commission for Education in the 21st century organization UNESCO. With the Company, Mr. de ล's number (Jacques Delors) President Commissioner. Therefore international cooperation is the key role of the university The report defined the role of universities in the 21st century, the four major roles (Delors, 1987: 39. Referred to in Thong and Wong Sothon of 2540).
1. Prepare students for teaching and research.
2. Provide training to meet the high demands of life and economic and social
3. An opportunity for everyone to meet the needs of a wide range of life.
4. The international cooperation.
In Thailand, there were few institutions of
Institutions in Thailand in the year 2546 higher education institutions. Of 865 sites (excluding Campus Information and Education Center) There are institutions of the state of 520 In and institutions of private number 345 of the classification as institutions under the Ministry of Education, Number 681 of the institutions under the Ministry of University Affairs Unit. 78 and higher education institutions of the Ministry of Education and other specific number of 106 (Office of National Education. 2546: 5).
International institutions, including an Institute of Asian Institute of Technology (AIT).
The International Institute. Received subsidies from the Thai government budget. And current management in higher education in Thailand. Considering BY JURISDICTION. And types of public and private institutions. May be classified into 5 groups as follows.
1.'s State institutions under the Ministry of Education. There were 390 schools of
2. Private institutions under the Ministry of Education. Private Schools in the control and
promotion of the Private
3. Institute of Higher Education in the Ministry of State University's school of 24 sites If we include various campuses of the university has 29 of the total number of 53.
4. Private institutions in University Ministry. A private higher education institutions are
allowed to set up the Ministry of University Affairs. Private Higher Education Institutions Act. Amendment (No. 2) 2535 degree courses. Private universities have as many as 54 of the 23 universities and colleges were 31 of
5. Specialized institutions. Education is aimed at developing the students are qualified. And professional or career skills held by the needs of specific agencies or organizations of eight under 106 total number of institutions (Commission of National Education. 2546: 6-7).
Number of foreign students in Malaysia, Singapore and Thailand.
Country Number of international students Of race
1. Malaysia. 53,000 161
2. Singapore 51,000 158
3. Thailand. 5,601 72
Source: the Ministry of Education Malaysia, Singapore and Thailand. 2549.
Trends Year 2010 is expected to receive students overseas will increase 20% majority.
People continue to be China, Taiwan, Vietnam Myanmar, etc., because the current U.S. and English or other European countries. The goal of the incendiary. Very concerned parent of child safety. Allow students to move back to Asia to study in Thailand. Or the country safer. Such a situation is a great opportunity for more business education in Thailand. Government has expanded its market strategy to study more. (Ministry of Commerce 2548: 5) with a target market, the country is divided into major markets in Asia and emerging markets as a growth market in the country like the United States and Canada, Australia and other European countries. Will come to study in Thailand as an exchange between university students in Thailand and abroad with the same terms, including short courses with (Department of Export Promotion. 2548: 19).
**************************************************
Aderson,Janes E. (1975). Public Policy-making. New York : Praeger Publishers.
Ann Majchrzak. (1984). Methods For Policy Research. New Delphi : Newbury
Editors. (2010). Exit book. Bangkok : Watta Publishers.
Higher Education. (2548). The trade liberalization of trade management. Educational context. New York: Commission on Higher Education. Ministry of Education
Knight, J. and Wit, H. (1997). Internationalization Encyclopedia of Higher Education in Asia Pacific Contries. Published by the Euprean Association for international Educational.
Knowles, A.S. (1977). The International Students and Schools. In Charles B. Klasek, ed.
Merrill, M Oaks. (2003). Policy Research for Educational Leader. Paper for A Two –Week Intensive Workshop For The Second Cohort of Doctoral Student in Education Administration. Faculty of Education., Khon Kaen University Thailand.
Wang, G (1993). The Impact of Centralized offices of International Programs on Internationalization of Curriculum in the United States Land Grant Institution. Dissertation Abstract, West Virginia University. Dissertation Abstracts International No ACC 9427996.
University Affairs. (2552). Higher Education Development Plan No. 10. London: Office of the Permanent Secretary for University Affairs.Bureau of foreign higher education strategy.
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553
ความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ
ความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ
ประภาพร บุญปลอด
Prapaporn Boonplord
E-mail: airthecorr@hotmail.com
ศึกษาและเรียบเรียง
Jolley (1997) ได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ (key success factor) ของประเทศที่เป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติด้านความสามารถในการดึงนักศึกษา ต่างชาติไปศึกษาต่อได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย พบว่ามีปัจจัยความสำเร็จดังนี้
1. ประเทศดังกล่าวมีมหาวิทยาลัยใจชั้นแนวหน้าระดับโลกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีชื่อเสียงด้านคุณภาพการศึกษา มีหลักสูตรที่มีความหลากหลาย มีระบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น
2. มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรที่ดี ทำให้เป็นที่น่าสนใจของคณาจารย์ต่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาต่างชาติ และมีสมาคมศิษย์เก่าที่มีบทบาทสูง
3. ในประเทศดังกล่าวมีชุมชนชาวเอเชียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีเครือข่ายที่ดีและให้การสนับสนุนนักศึกษานานาชาติ
4. มหาวิทยาลัยให้ทุนการศึกษาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งทุนระดับปริญญาโทและเอก
5. โครงการช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น ในช่วงปี ค.ศ.1993-1994 รัฐบาลในเครือจักรภพได้ให้ทุนการศึกษานักศึกษาต่างชาติมากกว่า 8,000 คน ผ่านหน่วยงาน AusAID (Australian Agency for International Development) ของออสเตรเลียเป็นจำนวน 60 ล้านเหรียญออสเตรเลียหรือประมาณ 1,800 ล้านบาท
6. มีการสร้างเครือข่ายในภูมิภาค ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมในเครือจักรภพ
7. ค่าเล่าเรียนที่มีราคาคุ้มค่าในการเรียนหลักสูตรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในออสเตรเลียและแคนาดา
8. การใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางและเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการธุรกิจ
9. การที่ประสบความสำเร็จในการวางกลยุทธ์การตลาดการศึกษา
10. การตั้งมหาวิทยาลัยสาขาในต่างประเทศ และการมีทรัพยากรพร้อมในการเปิดการศึกษาทางไกล
หากวิเคราะห์ประเทศไทยแล้วประเทศไทยสามารถพัฒนาความเป็นผู้นำในการเป็นศูนย์ กลางการศึกษานานาชาติได้ โดยพิจารณาด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. การติดอันดับของสถาบันอุดมศึกษา โดยองค์กรที่มีชื่อเสียงต่างประเทศ เช่น The Times Higher Education Supplement ซึ่งเป็นนิตยสารที่มีชื่อของประเทศอังกฤษ ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ.2005 ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 200 อันดับประจำปี ค.ศ.2005 ปรากฏว่าเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับดังกล่าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับ 121 จาก 200 ในการจัดอันดับแยกตามสาขาวิชาย่อย ปรากฏว่าสาขาสังคมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับ 46 จาก 100 อันดับ สาขาเวชศาสตร์ ติดอันดับที่ 82 และสาขาเทคโนโลยี ติดอันดับ 100 ถ้าพิจารณาเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยติดอันดับ 35 ส่วนในภูมิภาคอาเซียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยติดอันดับ 3 ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คะแนนสูงในด้านผู้จ้างผู้ประกอบการ ซึ่งใช้บัณฑิตจุฬาฯ และคะแนนในสัดส่วนอาจารย์ต่อนิสิต เพราะมีอาจารย์ 1 คน ต่อนิสิต 11 คน โดยให้คะแนนเท่ากับมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา แสดงว่าบัณฑิตจุฬาฯ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก (สุชาดา กีระนันท์, 2548) นอกจากนี้ นายภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (2548) ได้กล่าวว่า การที่จุฬาฯ ติดอันดับ 121 ของโลก เท่ากับมหาวิทยาลัยชื่อดังโลก คือ มหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต ในสหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยปารีส ในฝรั่งเศส
2. การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศของ IMD (International Institute for Management Development) แห่งประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ.2547 พบว่าความสามารถในการแข่งขันระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 10 จากทั้งหมด 15 ประเทศ โดยประเทศสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 1 และมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 5 และจากการจัดอันดับการศึกษาของ IMD ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 48 สูงกว่าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (53) ฟิลิปปินส์ (57) และอินโดนีเซีย (60) แต่ต่ำกว่าสิงคโปร์ (14) และมาเลเซีย (24) 3. ค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาการศึกษาไทยในปี พ.ศ.2547 รัฐบาลให้ความสนใจในการพัฒนาการศึกษาอย่างมาก และได้มีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาค่อนข้างสูงถึง 200,000 ล้านบาททุกปี ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เป็นต้น
3. ด้านจำนวนนักศึกษาต่างชาติและความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ประเทศไทยจัดว่าอยู่ในอันดับ 3 ในภูมิภาค
4. ด้านจำนวนหลักสูตรนานาชาติ และความหลากหลายของหลักสูตร เป็นดัชนีชี้วัดที่ สำคัญของความเป็นสากลของสถาบันของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการ ศึกษา (สมศ.) โดยประเทศไทยในปี พ.ศ.2549 มีหลักสูตรนานาชาติทั้งหมด 720 หลักสูตรในระดับปริญญาตรี โท และเอก ในด้านต่างๆ อาทิเช่น วิศวกรรมศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เกษตรศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ เป็นต้น
5. จากการวิจัยของ ธเนศ จิตสุทธิภากร (2547) พบว่าหนึ่งในองค์ประกอบของโปรแกรมนานาชาติที่สำคัญ ได้แก่ ทรัพยากรสนับสนุน ได้แก่ อาคารสถานที่ ห้องสมุดที่ทันสมัย และระบบสารสนเทศ
6. และจากการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2547พบว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษานานา ชาติในภูมิภาคเนื่องจากมีปัจจัยต่างๆ ที่มีความพร้อมในระดับหนึ่ง เช่น จำนวนสถาบันอุดมศึกษา พื้นที่และปัจจัยแวดล้อม
7. ประเทศไทยยังเป็นที่ตั้งของศูนย์/สำนักงานของเครือข่ายความร่วมมือด้านการ ศึกษาระดับภูมิภาคต่างๆ อาทิเช่น สำนักงานเลขานุการเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (ASEAN University Network) ศูนย์ภูมิภาคของซีมีโอ ว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา Regional Centre for Higher Education and Development (SEAMEO RIHED) และโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ในเอเชีย และแปซิฟิก (University Mobility in Asia and the Pacific : UMAP)
ในด้านสถานที่ตั้งและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ ประเทศไทยถือว่าเหมาะสมที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในหมู่ประเทศ เพื่อนบ้าน ดังเหตุผลต่อไปนี้
1. มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม
2. มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี
3. การสื่อสารและคมนาคมทันสมัย
4. ค่าครองชีพในไทยก็ค่อนข้างต่ำ ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายน้อยเมื่อเทียบกับการเรียนในแถบยุโรป หรืออเมริกา สามารถจูงใจให้นักศึกษาจากประเทศใกล้เคียงเข้ามาเรียนในไทยได้ง่ายขึ้น
5. หลักสูตรนานาชาติมีหลายระดับ และมีความหลากหลาย ในปี 2547 มีชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในไทย 19,350 คน แบ่งเป็นนักเรียน 13,700 คน และนักศึกษาระดับอุดมศึกษา 5,601 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวสาธารณรัฐประชาชนจีน รองลงมาเป็นชาวสหภาพพม่า และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามลำดับ เมื่อพิจารณาสถิติการเข้ามาเพื่อศึกษาต่อของนักศึกษาต่างชาติในไทย ปี พ.ศ.2547 มีอัตราการเติบโตในระดับ 16.78% โดยมีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย 5,601 ราย และสามารถสร้างรายได้รวมมากกว่า 8,000 ล้านบาท
6. ในปี พ.ศ.2549 กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้รับผิดชอบแผนกการตลาดด้านธุรกิจบริหารการศึกษานานา ชาติ ตั้งเป้าว่าในปีถัดไปจะสามารถสร้างรายได้รวม 10,000 ล้านบาท (ประชาชาติธุรกิจ, 2548)
แนวโน้มปี 2550 คาดว่า การรับนักเรียน/นักศึกษาต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 20% ส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สหภาพพม่า เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐอเมริกาและอังกฤษหรือประเทศในแถบยุโรปอื่นๆ เป็นเป้าหมายของการก่อความไม่สงบ ผู้ปกครองค่อนข้างห่วงความปลอดภัยของบุตรหลาน ทำให้เด็กนักเรียนในภูมิภาคเอเชียย้ายกลับมาเรียนในไทย หรือในประเทศที่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจการศึกษาของไทยมาก ภาครัฐจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ขยายการรุกตลาดการศึกษาให้มากขึ้น (กระทรวงพาณิชย์, 2548)
ตลาดประเทศกลุ่มเป้าหมายแบ่งออกเป็น ตลาดหลัก คือ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย และตลาดใหม่ เป็นตลาดในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศในแถบยุโรปอื่นๆ ที่ต้องการจะเข้ามาเรียนที่ไทยตามโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่าง มหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศที่มีข้อตกลงต่อกันรวมทั้งการเรียนหลักสูตร ระยะสั้นด้วย (กรมส่งเสริมการส่งออก, 2548)
วัตถุประสงค์และมาตรการด้านความเป็นนานาชาติในแผนพัฒนาการศึกษาฉบับที่ 8
วัตถุประสงค์และมาตรการด้านความเป็นนานาชาติในแผนพัฒนาการศึกษาฉบับที่ 10
ในแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 10 ได้กำหนดวัตถุประสงค์ในการพัฒนาไว้ 6 ประการ เช่นเดียวกับที่มีการกำหนดเป้าหมายและมาตรการรองรับไว้ 6 ประการด้วย เพื่อความสอดคล้องในการนำแผนไปปฏิบัติ วัตถุประสงค์ด้านความเป็นนานาชาติหรือความเป็นสากลนั้นถูกกำหนดไว้เป็นข้อที่ 5 ดังมีรายละเอียดกล่าวไว้ดังนี้ คือ (Internationalization Regionalization)
1.
มุ่งยกระดับมาตรฐานและความสามารถของมหาวิทยาลัย/สถาบันให้มีมาตรฐานสากล
ทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารมหาวิทยาลัยรวมทั้งการสนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์ให้มหาวิทยาลัย/สถาบันเข้าไปมีบทบาททางวิชาการในเวทีนานาชาติและการสร้างเสริมให้อาจารย์และบัณฑิตไทยมีสมรรถนะสากล เจตคติ โลกทัศน์และชีวทัศน์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดนั้น ตลอดจนสามารถจัดการเรียนการสอนหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานสากล อย่างมีคุณภาพให้กับนักศึกษาจากต่างประเทศ
2. มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้มหาวิทยาลัย/สถาบันไทยเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระดับ
ภูมิภาคมากขึ้น อุดมศึกษาไทยจะต้องเข้าไปมีบทบาทเป็นผู้นำระดับภูมิภาคได้และสามารถสร้างองค์ความรู้อันเกี่ยวเนื่องกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ ในขณะเดียวกันก็สร้างความเข้มแข็งในศิลปวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมไทย
มาตรการด้านความเป็นนานาชาติที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในแผนพัฒนา
จากวัตถุประสงค์ข้างต้น ได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ และมาตรการย่อยที่สอดคล้องกัน
เพื่อความสามารถที่จะนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ ต่อไปนี้ คือ (สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัย, 2541: 26-28)
วัตถุประสงค์ 5.1 ยกมาตรฐานการอุดมศึกษาไทยมีความเป็นสากล
กลยุทธ์ 1 พัฒนาบุคลลากรของประเทศไทยให้มีภูมิความรู้และเทคโนโลยีเพื่อ
เป็นฐานสำหรับการแข่งขันในประชาคมโลก
กลยุทธ์ 2 ให้มีการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาให้ได้
มาตรฐานเทียบเคียงกับต่างประเทศ
กลยุทธ์ 3 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาโดยเฉพาะเทคโนโลยี
สารสนเทศและภาษาต่างประเทศให้สามารถรองรับการพัฒนาไปสู่
ความเป็นสากล
วัตถุประสงค์ 5.2 พัฒนากำลังคน ของไทยมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีศักยภาพเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่และแข่งขันได้ในประชาคมโลก
กลยุทธ์ 1 จัดการเรียนการสอนให้เอื้อต่อความเป็นสากล
กลยุทธ์ 2 ส่งเสริมความร่วมมือและเครือข่ายการเรียนรู้จากต่างประเทศเพื่อ
ให้เป็นอาจารย์ได้พัฒนาตนเองให้ทันกับความก้าวหน้าทางวิชาการ
กลยุทธ์ 3 สร้างความตระหนักให้แก่นักศึกษาและบุคลากรถึงคุณค่าวัฒนธรรม
ไทย และให้มีโลกทัศน์สากลเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างชาติ ต่างภาษา
เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับนานาประเทศ
กลยุทธ์ 4 สนับสนุนภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยให้สามารถ
พัฒนาระบบการบริหารมหาวิทยาลัยและการบริหารวิชาการในระดับ มาตรฐานสากล
วัตถุประสงค์ 5.3 ริเริ่มบทบาทความเป็นผู้นำประชาคมภูมิภาคด้วยความเป็นเลิศแห่งองค์ความรู้ทางวิชาการ
กลยุทธ์ 1 พัฒนาองค์ความรู้ที่ประเทศไทยมีแต่ประเทศอื่นไม่มีให้มีความเป็นเลิศนี้เป็นประโยชน์แก่ประชาคมโลก
กลยุทธ์ 2 สนับสนุนมหาวิทยาลัย/สถาบัน ให้สร้างความเป็นเลิศทาง
วิชาการในเรื่องที่มหาวิทยาลัย/สถาบันนั้นๆ สนใจ/สำนึก และมี
ศักยภาพเพียงพอ และพัฒนาความเป็นเลิศให้อยู่ในระดับผู้นำของโลก
กลยุทธ์ 3 สนันสนุนการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่แตกต่าง
ไปจากองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อแสวงหาทิศทาง
แนวทาง แนวความคิดใหม่ๆ ช่วยแก้ไขปัญหาของสังคมโลก
การส่งเสริมการศึกษานานาชาติในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย
การส่งเสริมการศึกษานานาชาติในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย
ประเทศไทยมีความสำคัญของความเป็นสากลของการอุดมศึกษามีชัดเจนในนโยบายความเป็นนานาชาติของอุดมศึกษาในไทยนั้น เริ่มต้นอย่างชัดเจนในช่วงการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ขึ้น โดยมีการเตรียมการที่จะพัฒนาความเป็นสากลของอุดมศึกษาไทย ทั้งการกำหนดในแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว (พ.ศ. 2533-2542) การกำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 และการสร้างความเข้าใจผ่านประชุมสัมมนาระดับชาติด้วยในเวลาเดียวกัน
จากแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว (พ.ศ. 2533-2547) นั้น มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาความเป็นสากล ได้แก่ (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2541: 340-343)
1) ในด้านการสอน กำหนดแนวทางส่งเสริมการศึกษานานาชาติ หลักสูตรไทยศึกษา การเรียนการสอนภาษา การพัฒนาทักษะสากล เช่น ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และภาษา
2) ในด้านการวิจัย กำหนดให้พัฒนาวิชาการไปสู่ความเป็นเลิศในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ
3) ในด้านการบริการวิชาการ กำหนดให้พัฒนารากฐานความร่วมมือด้านการบริการกับต่างประเทศ เช่น การตั้งองค์การบริการวิชาการบางประเภทร่วมกับบริษัทนานาชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ
4) ในด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมได้กำหนดแนวทางให้ส่งเสริมการสงวนความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพื่ออยู่ร่วมกับประชาคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรีและสันติสุข
จากแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ได้กล่าวถึงนโยบายการส่งเสริมความเป็นสากลและมาตรการต่างๆ สามารถสรุปได้ดังนี้ (ศรัณย์ เลิศรักษ์มงคล, 2543: 403-404)
1.
ปรับปรุงระบบอุดมศึกษาไทยให้สามารถส่งเสริมบทบาทของประเทศที่เพิ่มขึ้นทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจในประชาคมโลก
จากนโยบายดังกล่าวรัฐฯ จึงได้กำหนดให้มีมาตรการต่างๆ เข้ามารองรับ เช่นการสนับสนุนการจัดการศึกษา เพื่อให้เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ในกลุ่มอาเซียน ประชาคมเอเชียและแปซิฟิก ประชาคมยุโรปจนถึงยุโรปตะวันออก ซึ่งครอบคลุมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านไทยคดี ศึกษาการจัดหลักสูตรนานาชาติที่ให้โอกาสคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมเข้ามาศึกษา การขยายเครือข่ายความร่วมมือในการผลิตบัณฑิต การวิจัย การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และนักวิชาการ ขณะเดียวกันมีการมุ่งเน้นให้มีการส่งเสริมบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถในการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในเรื่องการส่งคณะผู้แทนไปเจรจาความร่วมมือการให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม การสนับสนุนบุคคลากรอุดมศึกษาให้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศตลอดจนการสร้างบุคลากรดังกล่าวให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานในองค์กรระหว่างประเทศ
2. ให้มีการปรับปรุงสาระและรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อให้บัณฑิตมีความเป็นมนุษย์มีโลกทัศน์กว้างมีความเข้าใจในมรดก และวัฒนธรรมไทยสามารถวิเคราะห์ด้วยเหตุผลและทักษะใหม่ที่จำเป็นยุคสารสนเทศ และการเพิ่มบทบาทของประเทศในประชาคมโลก
จากนโยบายนี้รัฐฯจึงได้กำหนดมาตรการหลักไว้หลายประการ เช่น เน้นให้มีการพัฒนาหลักสูตรชุดการเรียน หลักสูตรวิชาการศึกษาทั่วไปให้มีลักษณะของการเรียนด้วยตนเอง หรือการเรียนภายใต้คำแนะนำมากขึ้น การเน้นทักษะที่สำคัญด้านภาษาและการสื่อความหมาย การใช้คอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศและการจัดการ
จากข้อเสนอแนะจากการประชุมสัมมนาเรื่อง ความเป็นสากลของการอุดมศึกษาไทยที่จัดขึ้นโดยทบวงมหาวิทยาลัย ในระหว่าง 28-30 มกราคม 2543 ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากกรณีดังกล่าวไว้หลายประการซึ่งสอดคล้องกับแผนข้างต้นสามารถสรุปได้ดังนี้(สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2541: 343)
• มหาวิทยาลัยไทยควรเป็นผู้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาความเป็นสากลในไทย
• การพัฒนาความเป็นสากลของอุดมศึกษาควรเน้นที่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ยังมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา การปฏิรูปเนื้อหาสาระและรูปแบบหลักสูตร การสนับสนุนทางด้านงบประมาณ เพื่อสร้างโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานในมหาวิทยาลัย และสนับสนุนกิจการความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนต่างๆ
• ในระยะยาวควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทย โดยเฉพาะนักศึกษาทางด้านภาษาและสังคมมีโอกาสไปศึกษาระยะสั้นในต่างประเทศและเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างประเทศเข้ามาเรียนในประเทศไทยมากขึ้น
• ควรมีการพัฒนามาตรฐานทางวิชาการระหว่างประเทศ การพัฒนาหลักสูตรที่มีการเรียนวิชาที่มีความเป็นสากลอย่างสม่ำเสมอ
• ควรมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในมหาวิทยาลัย เช่น หน่วยงานประสานงานด้านการศึกษานานาชาติ และระบบข้อมูลด้านการศึกษานานาชาติ
• ควรทำความเข้าใจในระหว่างบุคคลากรของมหาวิทยาลัยให้เห็นความสำคัญและการยอมรับเป็นสากลของการอุดมศึกษา
นโยบายความเป็นนานาชาติในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาฉบับที่ 8
ในช่วงของการพัฒนาการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของชาติ ที่อาศัยแนวทางการจากแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ของทบวงมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่มีการระดมความคิดเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวเรื่องความเป็นสากลของอุดมศึกษาไทย และแนวทางการพัฒนาความเป็นสากลเช่นกัน ซึ่งได้ข้อสรุปดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2541: 370)
วิสัยทัศน์ ค.ศ. ในปีคริสตศักราช 2020 (พ.ศ. 2563) การอุดมศึกษาไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก จะมีลักษณะดังนี้
1) จำนวนนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย ทั้งของรัฐและเอกชนทั้งในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอื่นๆ จะมีนักศึกษาทั้งหมดประมาณร้อยละ 40 ของประชากรจำนวนวัยเรียนระดับอุดมศึกษาจำนวนนักศึกษานานาชาติจะมีอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาทุกประเภทรวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาของสงฆ์ประมาณ 10,000 คนต่อปี
2) นิสิตนักศึกษาไทยมีโลกทัศน์กว้างไกล สามารถเข้าใจและเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะ ศิลปวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน มีความเคารพในสิทธิเสรีภาพ เอกราชและประชาธิปไตยของประเทศอื่น
3) บัณฑิตที่จบการศึกษาของไทย มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การพัฒนา ความเข้าใจอันดีงาม ความมั่งคั่ง ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคและโลก
4) บัณฑิตไทยมีสมรรถภาพสากล (global competence) มีความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ ความสามารถในการปรับตัว มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และภาษาต่างประเทศบัณฑิตสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างน้อย 2 ภาษา คือภาษาระหว่างประเทศ เช่น อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส และภาษาในภูมิภาค เช่น ภาษาเวียดนาม ลาว เขมร มาเลย์
5) มหาวิทยาลัยเปิดของไทยมีนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเข้ามาเรียน มากยิ่งขึ้นมหาวิทยาลัยเปิดเป็นแหล่งให้การศึกษาตลอดชีวิตที่สำคัญแก่เจ้าหน้าที่และแรงงานของไทยในต่างประเทศ
6) คณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาของไทยมีความสนใจใฝ่รู้และติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการในระดับนานาชาติ สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยเช่น Internet ในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และผลการค้นคว้าวิจัยกับนักวิชาการในต่างประเทศ คณาจารย์ไทยเข้าร่วมประชุมสัมมนาวิชาการในแขนงวิชาของตนในระดับชาติปีละครั้ง ในระดับภูมิภาค 2 ปีต่อครั้ง และระดับนานาชาติ 3 ปีต่อครั้งเป็นอย่างน้อย
7) คณาจารย์สถาบันอุดมศึกษาของไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างผลงานทางวิชาการจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิภาค มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมาคมเครือข่ายและชุมชนวิชาการและวิชาชีพในภูมิภาค
8) คณาจารย์สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีผลงานทางวิชาการตีพิมพ์และเผยแพร่ในวารสารต่างประเทศ คณาจารย์ของไทยได้รับการยกย่องในวงวิชาการระดับนานาชาติ
9) บัณฑิตศึกษาของไทยมีความเป็นเลิศทางวิชาการ มีขีดความสามารถสูงในการศึกษาค้นคว้าวิจัย และการผลิตกำลังคนระดับสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศและภูมิภาคบัณฑิตของไทยมีศักยภาพในการเอื้ออำนวยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ประเทศเพื่อนบ้าน
10) สถาบันอุดมศึกษาไทยเปิดสอนหลักสูตรภูมิภาค ไทยศึกษาและจัดตั้งศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ศูนย์พม่าศึกษา เวียดนามศึกษา มีการแบ่งงานและร่วมงานกันเพื่อสร้างเอกลักษณ์และศักยภาพในการพัฒนาความชำนาญการเฉพาะทาง มีการเชิญนักวิชาการที่มีความรู้ความชำนาญจากต่างประเทศมาประจำเป็นระยะ มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
11) สถาบันอุดมศึกษาไทยร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศในการจัดตั้งศูนย์ไทยศึกษาหรือศูนย์การสอนภาษาไทยในต่างประเทศมีการแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักศึกษาระหว่างไทยและสถาบันที่ร่วมมือ และมีอาจารย์สอนภาษาและศิลปวัฒนธรรมไทยมีโอกาสเผยแพร่ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม
12) ประเทศไทยศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมในภูมิภาค ความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและเทคโนโลยี ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านต้องการมีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างรีบเร่งด้วยการให้การศึกษาและฝึกอบรม ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศเพื่อนบ้าน สถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพสูงในการบริการการศึกษาและฝึกอบรม การคมนาคมสะดวกมีการเปิดถนนและสะพานมิตรภาพเชื่อมทางเหนือกับจีน ทางตะวันตกกับพม่า ทางตะวันออกกับลาว กัมพูชาและเวียดนาม ปัจจัยเหล่านี้เอื้ออำนวยต่อการเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมและการเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรม และศูนย์กลางการประชุมสัมมนาในภูมิภาค
13) ไทยเป็นศูนย์ข้อมูลทางด้านการอุดมศึกษาในภูมิภาค ประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับอุดมศึกษาในภูมิภาคนี้โดยการค้นคว้าจากประเทศไทยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 10 ถือเป็นแผนหรือแนวทางที่รัฐบาลโดยทบวงมหาวิทยาลัยจัดทำขึ้นเพื่อใช้พัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) เป็นต้นมา โดยที่แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 นี้ ได้กำหนดยุทธ์ศาสตร์หลักที่เกี่ยวข้องกับความเป็นนานาชาติไว้ 6 ประการ ด้วยกันคือ (สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัย, 2540: 8-9)
1) การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและความเป็นเลิศทางวิชาการ (Quality
and Excellence)
2) การขยายโอกาสเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา และความเท่าเทียมกันของ
โอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Access and Equity)
3) การเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารอุดมศึกษา และระบบการตรวจสอบ
(Efficiency and Accountability)
4) ความสอดคล้องของผลผลิตของอุดมศึกษากับความต้องการของสังคมทั้งด้าน
ปริมาณและคุณภาพและทันการ (Relevance and Deliver)
5) การพัฒนาความเป็นสากลของอุดมศึกษาไทยและการเปิดสู่ภูมิภาค
(Internationalization and Regionalization)
6) ส่งเสริมภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการอุดมศึกษาและการใช้การ
จัดการแบบเอกชนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (Privatization and Corporatization)
อาเซียน ประชาคมเอเชียและแปซิฟิก ประชาคมยุโรปจนถึงยุโรปตะวันออก ซึ่งครอบคลุมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านไทยคดี ศึกษาการจัดหลักสูตรนานาชาติที่ให้โอกาสคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมเข้ามาศึกษา การขยายเครือข่ายความร่วมมือในการผลิตบัณฑิต การวิจัย การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และนักวิชาการ ขณะเดียวกันมีการมุ่งเน้นให้มีการส่งเสริมบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถในการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในเรื่องการส่งคณะผู้แทนไปเจรจาความร่วมมือการให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม การสนับสนุนบุคคลากรอุดมศึกษาให้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศตลอดจนการสร้างบุคลากรดังกล่าวให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานในองค์กรระหว่างประเทศ
2) ให้มีการปรับปรุงสาระและรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อให้บัณฑิตมีความเป็นมนุษย์มีโลกทัศน์กว้างมีความเข้าใจในมรดก และวัฒนธรรมไทยสามารถวิเคราะห์ด้วยเหตุผลและทักษะใหม่ที่จำเป็นยุคสารสนเทศ และการเพิ่มบทบาทของประเทศในประชาคมโลก
จากนโยบายนี้รัฐฯจึงได้กำหนดมาตรการหลักไว้หลายประการ เช่น เน้นให้มีการพัฒนาหลักสูตรชุดการเรียน หลักสูตรวิชาการศึกษาทั่วไปให้มีลักษณะของการเรียนด้วยตนเอง หรือการเรียนภายใต้คำแนะนำมากขึ้น การเน้นทักษะที่สำคัญด้านภาษาและการสื่อความหมาย การใช้คอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศและการจัดการ
จากข้อเสนอแนะจากการประชุมสัมมนาเรื่อง ความเป็นสากลของการอุดมศึกษาไทยที่จัดขึ้นโดยทบวงมหาวิทยาลัย ในระหว่าง 28-30 มกราคม 2543 ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากกรณีดังกล่าวไว้หลายประการซึ่งสอดคล้องกับแผนข้างต้นสามารถสรุปได้ดังนี้(สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2541: 343)
1.มหาวิทยาลัยไทยควรเป็นผู้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาความเป็นสากลในไทย
2.การพัฒนาความเป็นสากลของอุดมศึกษาควรเน้นที่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ยังมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา การปฏิรูปเนื้อหาสาระและรูปแบบหลักสูตร การสนับสนุนทางด้านงบประมาณ เพื่อสร้างโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานในมหาวิทยาลัย และสนับสนุนกิจการความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนต่างๆ
3.ในระยะยาวควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทย โดยเฉพาะนักศึกษาทางด้านภาษาและสังคมมีโอกาสไปศึกษาระยะสั้นในต่างประเทศและเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างประเทศเข้ามาเรียนในประเทศไทยมากขึ้น
4.ควรมีการพัฒนามาตรฐานทางวิชาการระหว่างประเทศ การพัฒนาหลักสูตรที่มีการเรียนวิชาที่มีความเป็นสากลอย่างสม่ำเสมอ
5.ควรมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในมหาวิทยาลัย เช่น หน่วยงานประสานงานด้านการศึกษานานาชาติ และระบบข้อมูลด้านการศึกษานานาชาติ
6.ควรทำความเข้าใจในระหว่างบุคคลากรของมหาวิทยาลัยให้เห็นความสำคัญและการยอมรับเป็นสากลของการอุดมศึกษา
นโยบายความเป็นนานาชาติในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาฉบับที่ 8
ในช่วงของการพัฒนาการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของชาติ ที่อาศัยแนวทางการจากแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ของทบวงมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่มีการระดมความคิดเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวเรื่องความเป็นสากลของอุดมศึกษาไทย และแนวทางการพัฒนาความเป็นสากลเช่นกัน ซึ่งได้ข้อสรุปดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2541: 370)
วิสัยทัศน์ ค.ศ. ในปีคริสตศักราช 2020 (พ.ศ. 2563) การอุดมศึกษาไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก จะมีลักษณะดังนี้
1) จำนวนนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย ทั้งของรัฐและเอกชนทั้งในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอื่นๆ จะมีนักศึกษาทั้งหมดประมาณร้อยละ 40 ของประชากรจำนวนวัยเรียนระดับอุดมศึกษาจำนวนนักศึกษานานาชาติจะมีอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาทุกประเภทรวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาของสงฆ์ประมาณ 10,000 คนต่อปี
2) นิสิตนักศึกษาไทยมีโลกทัศน์กว้างไกล สามารถเข้าใจและเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะ ศิลปวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน มีความเคารพในสิทธิเสรีภาพ เอกราชและประชาธิปไตยของประเทศอื่น
3) บัณฑิตที่จบการศึกษาของไทย มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การพัฒนา ความเข้าใจอันดีงาม ความมั่งคั่ง ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคและโลก
4) บัณฑิตไทยมีสมรรถภาพสากล (global competence) มีความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ ความสามารถในการปรับตัว มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และภาษาต่างประเทศบัณฑิตสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างน้อย 2 ภาษา คือภาษาระหว่างประเทศ เช่น อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส และภาษาในภูมิภาค เช่น ภาษาเวียดนาม ลาว เขมร มาเลย์
5) มหาวิทยาลัยเปิดของไทยมีนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเข้ามาเรียน มากยิ่งขึ้นมหาวิทยาลัยเปิดเป็นแหล่งให้การศึกษาตลอดชีวิตที่สำคัญแก่เจ้าหน้าที่และแรงงานของไทยในต่างประเทศ
6) คณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาของไทยมีความสนใจใฝ่รู้และติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการในระดับนานาชาติ สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยเช่น Internet ในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และผลการค้นคว้าวิจัยกับนักวิชาการในต่างประเทศ คณาจารย์ไทยเข้าร่วมประชุมสัมมนาวิชาการในแขนงวิชาของตนในระดับชาติปีละครั้ง ในระดับภูมิภาค 2 ปีต่อครั้ง และระดับนานาชาติ 3 ปีต่อครั้งเป็นอย่างน้อย
7) คณาจารย์สถาบันอุดมศึกษาของไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างผลงานทางวิชาการจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิภาค มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมาคมเครือข่ายและชุมชนวิชาการและวิชาชีพในภูมิภาค
8) คณาจารย์สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีผลงานทางวิชาการตีพิมพ์และเผยแพร่ในวารสารต่างประเทศ คณาจารย์ของไทยได้รับการยกย่องในวงวิชาการระดับนานาชาติ
9) บัณฑิตศึกษาของไทยมีความเป็นเลิศทางวิชาการ มีขีดความสามารถสูงในการศึกษาค้นคว้าวิจัย และการผลิตกำลังคนระดับสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศและภูมิภาคบัณฑิตของไทยมีศักยภาพในการเอื้ออำนวยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ประเทศเพื่อนบ้าน
10) สถาบันอุดมศึกษาไทยเปิดสอนหลักสูตรภูมิภาค ไทยศึกษาและจัดตั้งศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ศูนย์พม่าศึกษา เวียดนามศึกษา มีการแบ่งงานและร่วมงานกันเพื่อสร้างเอกลักษณ์และศักยภาพในการพัฒนาความชำนาญการเฉพาะทาง มีการเชิญนักวิชาการที่มีความรู้ความชำนาญจากต่างประเทศมาประจำเป็นระยะ มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
11) สถาบันอุดมศึกษาไทยร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศในการจัดตั้งศูนย์ไทยศึกษาหรือศูนย์การสอนภาษาไทยในต่างประเทศมีการแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักศึกษาระหว่างไทยและสถาบันที่ร่วมมือ และมีอาจารย์สอนภาษาและศิลปวัฒนธรรมไทยมีโอกาสเผยแพร่ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม
12) ประเทศไทยศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมในภูมิภาค ความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและเทคโนโลยี ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านต้องการมีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างรีบเร่งด้วยการให้การศึกษาและฝึกอบรม ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศเพื่อนบ้าน สถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพสูงในการบริการการศึกษาและฝึกอบรม การคมนาคมสะดวกมีการเปิดถนนและสะพานมิตรภาพเชื่อมทางเหนือกับจีน ทางตะวันตกกับพม่า ทางตะวันออกกับลาว กัมพูชาและเวียดนาม ปัจจัยเหล่านี้เอื้ออำนวยต่อการเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมและการเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรม และศูนย์กลางการประชุมสัมมนาในภูมิภาค
13) ไทยเป็นศูนย์ข้อมูลทางด้านการอุดมศึกษาในภูมิภาค ประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับอุดมศึกษาในภูมิภาคนี้โดยการค้นคว้าจากประเทศไทยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 ถือเป็นแผนหรือแนวทางที่รัฐบาลโดยทบวงมหาวิทยาลัยจัดทำขึ้นเพื่อใช้พัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) เป็นต้นมา โดยที่แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8 นี้ ได้กำหนดยุทธ์ศาสตร์หลักที่เกี่ยวข้องกับความเป็นนานาชาติไว้ 6 ประการ ด้วยกันคือ (สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัย, 2540: 8-9)
1) การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและความเป็นเลิศทางวิชาการ (Quality
and Excellence)
2) การขยายโอกาสเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา และความเท่าเทียมกันของ
โอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Access and Equity)
3) การเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารอุดมศึกษา และระบบการตรวจสอบ
(Efficiency and Accountability)
4) ความสอดคล้องของผลผลิตของอุดมศึกษากับความต้องการของสังคมทั้งด้าน
ปริมาณและคุณภาพและทันการ (Relevance and Deliver)
5) การพัฒนาความเป็นสากลของอุดมศึกษาไทยและการเปิดสู่ภูมิภาค
(Internationalization and Regionalization)
6) ส่งเสริมภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการอุดมศึกษาและการใช้การ
จัดการแบบเอกชนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (Privatization and Corporatization)
การส่งเสริมการศึกษานานาชาติในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย
การส่งเสริมการศึกษานานาชาติในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย
ประเทศไทยมีความสำคัญของความเป็นสากลของการอุดมศึกษามีชัดเจนในนโยบายความเป็นนานาชาติของอุดมศึกษาในไทยนั้น เริ่มต้นอย่างชัดเจนในช่วงการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ขึ้น โดยมีการเตรียมการที่จะพัฒนาความเป็นสากลของอุดมศึกษาไทย ทั้งการกำหนดในแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว (พ.ศ. 2533-2542) การกำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 และการสร้างความเข้าใจผ่านประชุมสัมมนาระดับชาติด้วยในเวลาเดียวกัน
จากแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว (พ.ศ. 2533-2547) นั้น มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาความเป็นสากล ได้แก่ (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2541: 340-343)
1) ในด้านการสอน กำหนดแนวทางส่งเสริมการศึกษานานาชาติ หลักสูตรไทยศึกษา การเรียนการสอนภาษา การพัฒนาทักษะสากล เช่น ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และภาษา
2) ในด้านการวิจัย กำหนดให้พัฒนาวิชาการไปสู่ความเป็นเลิศในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ
3) ในด้านการบริการวิชาการ กำหนดให้พัฒนารากฐานความร่วมมือด้านการบริการกับต่างประเทศ เช่น การตั้งองค์การบริการวิชาการบางประเภทร่วมกับบริษัทนานาชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ
4) ในด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมได้กำหนดแนวทางให้ส่งเสริมการสงวนความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพื่ออยู่ร่วมกับประชาคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรีและสันติสุข
จากแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ได้กล่าวถึงนโยบายการส่งเสริมความเป็นสากลและมาตรการต่างๆ สามารถสรุปได้ดังนี้ (ศรัณย์ เลิศรักษ์มงคล, 2543: 403-404)
1) ปรับปรุงระบบอุดมศึกษาไทยให้สามารถส่งเสริมบทบาทของประเทศที่เพิ่มขึ้นทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจในประชาคมโลก
จากนโยบายดังกล่าวรัฐฯ จึงได้กำหนดให้มีมาตรการต่างๆ เข้ามารองรับ เช่นการสนับสนุนการจัดการศึกษา เพื่อให้เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ในกลุ่มอาเซียน ประชาคมเอเชียและแปซิฟิก ประชาคมยุโรปจนถึงยุโรปตะวันออก ซึ่งครอบคลุมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านไทยคดี ศึกษาการจัดหลักสูตรนานาชาติที่ให้โอกาสคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมเข้ามาศึกษา การขยายเครือข่ายความร่วมมือในการผลิตบัณฑิต การวิจัย การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และนักวิชาการ ขณะเดียวกันมีการมุ่งเน้นให้มีการส่งเสริมบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถในการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในเรื่องการส่งคณะผู้แทนไปเจรจาความร่วมมือการให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม การสนับสนุนบุคคลากรอุดมศึกษาให้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศตลอดจนการสร้างบุคลากรดังกล่าวให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานในองค์กรระหว่างประเทศ
2) ให้มีการปรับปรุงสาระและรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อให้บัณฑิตมีความเป็นมนุษย์มีโลกทัศน์กว้างมีความเข้าใจในมรดก และวัฒนธรรมไทยสามารถวิเคราะห์ด้วยเหตุผลและทักษะใหม่ที่จำเป็นยุคสารสนเทศ และการเพิ่มบทบาทของประเทศในประชาคมโลก
จากนโยบายนี้รัฐฯจึงได้กำหนดมาตรการหลักไว้หลายประการ เช่น เน้นให้มีการพัฒนาหลักสูตรชุดการเรียน หลักสูตรวิชาการศึกษาทั่วไปให้มีลักษณะของการเรียนด้วยตนเอง หรือการเรียนภายใต้คำแนะนำมากขึ้น การเน้นทักษะที่สำคัญด้านภาษาและการสื่อความหมาย การใช้คอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศและการจัดการ
จากข้อเสนอแนะจากการประชุมสัมมนาเรื่อง ความเป็นสากลของการอุดมศึกษาไทยที่จัดขึ้นโดยทบวงมหาวิทยาลัย ในระหว่าง 28-30 มกราคม 2543 ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากกรณีดังกล่าวไว้หลายประการซึ่งสอดคล้องกับแผนข้างต้นสามารถสรุปได้ดังนี้(สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2541: 343)
1.มหาวิทยาลัยไทยควรเป็นผู้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาความเป็นสากลในไทย
2.การพัฒนาความเป็นสากลของอุดมศึกษาควรเน้นที่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ยังมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา การปฏิรูปเนื้อหาสาระและรูปแบบหลักสูตร การสนับสนุนทางด้านงบประมาณ เพื่อสร้างโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานในมหาวิทยาลัย และสนับสนุนกิจการความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนต่างๆ
3.ในระยะยาวควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทย โดยเฉพาะนักศึกษาทางด้านภาษาและสังคมมีโอกาสไปศึกษาระยะสั้นในต่างประเทศและเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างประเทศเข้ามาเรียนในประเทศไทยมากขึ้น
4.ควรมีการพัฒนามาตรฐานทางวิชาการระหว่างประเทศ การพัฒนาหลักสูตรที่มีการเรียนวิชาที่มีความเป็นสากลอย่างสม่ำเสมอ
5.ควรมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในมหาวิทยาลัย เช่น หน่วยงานประสานงานด้านการศึกษานานาชาติ และระบบข้อมูลด้านการศึกษานานาชาติ
6.ควรทำความเข้าใจในระหว่างบุคคลากรของมหาวิทยาลัยให้เห็นความสำคัญและการยอมรับเป็นสากลของการอุดมศึกษา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)